Home » บทความกฎหมายอสังหาฯ » จดทะเบียนสมรส vs อยู่กินกันเฉย ๆ ปี 2026 ต่างกันแค่ไหน?

จดทะเบียนสมรส vs อยู่กินกันเฉย ๆ ปี 2026 ต่างกันแค่ไหน? เรื่องทรัพย์สิน หนี้ และมรดกที่คนรุ่นใหม่มักเข้าใจผิด


โดย ทนายลิลลี่ จากทนายบ้านและคอนโด


ทุกวันนี้มีคู่รักจำนวนไม่น้อยที่เลือกใช้ชีวิตร่วมกันโดยไม่จดทะเบียนสมรส บางคนมองว่าเป็นเพียงกระดาษแผ่นหนึ่ง บางคนเห็นว่าความสัมพันธ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการรับรองของรัฐ หรือบางคู่มีทรัพย์สินและภาระทางการเงินของตนเองอยู่แล้วจึงไม่ต้องการผูกพันทางกฎหมาย

แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้านร่วมกัน การกู้หนี้ การเลิกรา หรือแม้แต่การเสียชีวิตของฝ่ายหนึ่ง หลายคนจึงพบว่ากฎหมายไทยยังให้ผลทางกฎหมายระหว่าง “คู่สมรส” และ “คู่รักที่อยู่กินกันโดยไม่จดทะเบียน” แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1457 การสมรสจะมีผลสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายเท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง การอยู่กินกัน แม้จะอยู่มานานหลายสิบปี มีบุตรร่วมกัน หรือใช้ชีวิตเสมือนสามีภริยาในสายตาของสังคม ก็ยังไม่ทำให้เกิดสถานะ “คู่สมรส” ตามกฎหมาย

ความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยคือความเชื่อที่ว่า หากอยู่ด้วยกันนานพอ กฎหมายจะถือว่าเป็นสามีภริยาโดยปริยาย ความเชื่อนี้อาจเป็นจริงในบางประเทศที่รับรองความสัมพันธ์แบบ Common Law Marriage แต่ไม่ใช่หลักกฎหมายของไทย ศาลฎีกาวางหลักมาโดยตลอดว่าการอยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส ไม่ก่อให้เกิดสถานะคู่สมรสตามกฎหมาย และไม่ทำให้เกิดสิทธิหน้าที่ตามกฎหมายครอบครัว

ผลที่เห็นได้ชัดที่สุดคือเรื่องทรัพย์สิน คู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสจะอยู่ภายใต้ระบบ “สินส่วนตัว” และ “สินสมรส” ตามมาตรา 1471 และมาตรา 1474 ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน โบนัส เงินออม บ้าน หรือรถยนต์ โดยหลักแล้วกฎหมายสันนิษฐานว่าเป็นสินสมรส แม้ทรัพย์นั้นจะจดทะเบียนในชื่อของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ตาม

แต่สำหรับคู่รักที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส กฎหมายไม่รู้จักคำว่า “สินสมรส” เลย ทรัพย์สินทุกอย่างต้องพิจารณาตามหลักกรรมสิทธิ์ทั่วไป ใครเป็นผู้ซื้อ ใครเป็นเจ้าของ หรือใครมีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์ ย่อมมีสิทธิในทรัพย์นั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามีการร่วมลงทุน ร่วมผ่อน หรือมีเจตนาให้เป็นเจ้าของร่วมกัน

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นบ่อยคือคู่รักอยู่ด้วยกันมาหลายปี ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ผ่อนบ้าน แต่อีกฝ่ายช่วยค่าใช้จ่ายในครัวเรือนทั้งหมด เมื่อความสัมพันธ์สิ้นสุดลง อีกฝ่ายเข้าใจว่าตนมีสิทธิในบ้านครึ่งหนึ่งเพราะอยู่ร่วมกันมานาน ความจริงแล้วสิทธิดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ผู้ที่อ้างสิทธิจะต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงเรื่องการร่วมลงทุนหรือการมีส่วนในทรัพย์นั้นเป็นกรณีไป

ในเรื่องหนี้สิน หลายคนกังวลว่าหากแฟนก่อหนี้ อีกฝ่ายจะต้องรับผิดด้วยหรือไม่ สำหรับคู่รักที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส หลักทั่วไปคือ “ใครก่อหนี้ คนนั้นรับผิด” เจ้าหนี้ไม่สามารถฟ้องคู่ชีวิตอีกฝ่ายได้เพียงเพราะอยู่กินกัน เว้นแต่จะมีการกู้ร่วม ลงลายมือชื่อเป็นลูกหนี้ร่วม หรือค้ำประกันหนี้นั้นไว้

ในทางกลับกัน หากเป็นคู่สมรสที่จดทะเบียนแล้ว กฎหมายบางกรณีกำหนดให้หนี้ที่ก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ของครอบครัวหรือเพื่อการจัดการสินสมรสอาจผูกพันอีกฝ่ายได้ ตามมาตรา 1490 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สร้างปัญหามากที่สุดในทางปฏิบัติกลับไม่ใช่เรื่องบ้านหรือหนี้ แต่เป็นเรื่องมรดก

หลายคนเชื่อว่าหากอยู่ด้วยกันมานาน เมื่ออีกฝ่ายเสียชีวิต ทรัพย์สินย่อมตกเป็นของคนที่ใช้ชีวิตร่วมกันมาโดยธรรมชาติ แต่กฎหมายไทยไม่ได้คิดเช่นนั้น

มาตรา 1629 กำหนดรายชื่อทายาทโดยธรรมไว้ชัดเจน และ “คู่สมรส” ที่กฎหมายรับรองนั้นหมายถึงคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสเท่านั้น หากคู่ชีวิตอยู่ร่วมกันโดยไม่จดทะเบียนสมรส แม้จะอยู่ด้วยกันมา 20 หรือ 30 ปี ก็ไม่มีสถานะเป็นทายาทโดยธรรมของกันและกัน

ลองนึกภาพคู่รักที่สร้างเนื้อสร้างตัวมาด้วยกัน ซื้อบ้าน ใช้ชีวิตร่วมกัน และวางแผนอนาคตร่วมกันมาตลอด หากฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์สินของผู้ตายอาจตกทอดไปยังบุตร บิดามารดา หรือพี่น้องของผู้ตายตามลำดับทายาทที่กฎหมายกำหนด ขณะที่คู่ชีวิตซึ่งอยู่ร่วมกันมาทั้งชีวิตกลับไม่มีสิทธิได้รับมรดกแม้แต่บาทเดียวในฐานะทายาทโดยธรรม

ยิ่งไปกว่านั้น คู่สมรสที่จดทะเบียนยังมีสิทธิอีกชั้นหนึ่งที่คู่รักทั่วไปไม่มี นั่นคือสิทธิในสินสมรส เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต จะต้องแบ่งสินสมรสออกก่อนตามมาตรา 1533 โดยคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่มีสิทธิได้รับครึ่งหนึ่งของสินสมรสในฐานะเจ้าของร่วม ไม่ใช่ในฐานะทายาท หลังจากนั้นเฉพาะส่วนของผู้ตายจึงจะถูกนำไปแบ่งเป็นมรดกต่อไป

ตัวอย่างเช่น หากสินสมรสมีมูลค่า 10 ล้านบาท เมื่อสามีเสียชีวิต ภรรยามีสิทธิได้รับ 5 ล้านบาทในฐานะส่วนของตนก่อน จากนั้นอีก 5 ล้านบาทจึงเข้าสู่กองมรดก และภรรยายังมีสิทธิรับมรดกจากส่วนนี้อีกในฐานะคู่สมรสตามกฎหมาย

ในทางตรงกันข้าม หากทั้งสองไม่เคยจดทะเบียนสมรสเลย คู่ชีวิตที่เหลืออยู่จะไม่มีสิทธิเรียกร้องส่วนแบ่งสินสมรส เพราะกฎหมายถือว่าไม่เคยมีสินสมรสเกิดขึ้นตั้งแต่ต้น

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมในทางกฎหมาย คำว่า “จดทะเบียนสมรส” จึงไม่ได้เป็นเพียงพิธีการเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของสิทธิและหน้าที่ทางกฎหมายจำนวนมาก โดยเฉพาะสิทธิในทรัพย์สิน การจัดการหนี้ และการรับมรดก

สำหรับผู้ที่เลือกไม่จดทะเบียนสมรส ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีทางคุ้มครองสิทธิของตนเลย แต่ควรมีการวางแผนทางกฎหมายเพิ่มเติม เช่น การทำพินัยกรรม การถือกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์สินสำคัญ หรือการจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินและการลงทุนร่วมกัน เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ทางทนายบ้านและคอนโดมีบริการจัดทำพินัยกรรม วางแผนมรดก ให้คำปรึกษาเรื่องสิทธิในทรัพย์สินของคู่รักและคู่สมรส รวมถึงจัดทำสัญญาและเอกสารทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้การวางแผนทรัพย์สินและการส่งต่อมรดกเป็นไปตามเจตนาของเจ้าของทรัพย์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความรักอาจเกิดขึ้นจากความรู้สึก แต่เมื่อเกิดข้อพิพาท การเจ็บป่วย การเลิกรา หรือการเสียชีวิต สิทธิของแต่ละฝ่ายจะถูกตัดสินตามกฎหมาย ไม่ใช่ตามระยะเวลาที่เคยใช้ชีวิตร่วมกันมา

Scroll to Top